ประวัติออสเตรเลีย
ออสเตรเลีย เป็นดินแดนที่สวยงาม เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าไปเยือน โดยเฉพาะนครซิดนีย์ ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ติดต่อกันหลายปีมาแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความขัดแย้ง ออสเตรเลียเป็นประเทศที่เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นทวีปที่เล็กที่สุด นอกเหนือจากนี้ออสเตรเลียยังเป็นทวีปที่ถูกค้นพบหลังสุดในโลก แต่กลับเป็นดินแดนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จึงมีผู้เรียกขานประเทศออสเตรเลียว่า เป็น ประเทศใหม่บนดินแดนอันเก่าแก่
นักประวัติศาสตร์ เชื่อกันว่า เกาะออสเตรเลียเป็นดินแดนที่เกิดขึ้นมาแล้วประมาณ 4 พันล้านปีก่อน โดยได้ถือกำเนิดก่อนดินแดนอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งส่วนมากทวีปอื่นจะเก่าแก่ประมาณ พัน-สองพันล้านปี มนุษย์กลุ่มแรกที่อาศัยอยู่บนที่เกาะออสเตรเลียเริ่มมีตั้งแต่เมื่อไหร่และมาจากไหน ยังเป็นปริศนาอยู่ แต่เท่าที่นักประวัติศาสตร์พอจะประมาณได้อย่างน้อยที่สุดที่ 5 หมื่น ถึง 7 หมื่นปีก่อน ก็มีมนุษย์อาศัยอยู่บนเกาะออสเตรเลียแล้ว ชนกลุ่มนี้เรียกว่า "ชาวอะบอร์ริจิน" (Aborigin) ซึ่งได้อาศัยกระจัดกระจายอยู่บนเกาะนี้ บางกลุ่มเดินทางข้ามแผ่นดิน และทะเลไปอาศัยอยู่ที่ เกาะทัสมาเนีย ( Tusmania ) อาชีพส่วนใหญ่ของชาวอะบอร์ริจินคือการล่าสัตว์ป่า อาศัยอยู่ในถ้ำ ต่อมาชนเผ่าดั่งเดินเหล่านี้ได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
ในด้านการรู้จักการใช้ไฟ รู้จักการสร้างที่อยู่อาศัย การเพาะปลูก การพัฒนาเครื่องใช้ การสร้างที่กำบังจากการจู่โจมตลอดจนพัฒนาอาวุธในการล่าสัตว์ต่างๆ จนกระทั้งประมาณ 3-5พันปีก่อน มีหลักฐานจากศิลปะบนก้อนหินพบว่า ชนเผ่าอะบอร์ริจินมีสังคมและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีการอาศัยอยู่กระจัดกระจายแยกเป็นเผ่าต่างๆมากมาย เผ่าไหนที่เข็มแข็งที่สุดก็จะได้ครอบครองเป็นผู้นำเผ่าอื่นๆ ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของชาวอะบอร์ริจินได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลามีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ มีการพัฒนาอาวุธ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ มีการใช้โลหะ,ไม้,หิน มาประดิษฐ์เป็นของใช้ เครื่องดนตรีและอาวุธ ซึ่งถือได้ว่าเป็นยุคใหม่ของชาวอะบอร์ริจิน
การค้นพบเกาะออสเตรเลีย
ในช่วง 1400 ปีก่อน ชาวยุโรปเริ่มมีการสร้างเรือในการเดินทางเพื่อการค้าและล่าอาณานิคม รวมทั้ง การค้นหาทองคำ และอัญมณีในดินแดนอื่นๆ ในช่วงนั้นการค้าที่สำคัญ คือการค้าเครื่องเทศ ชาวโปรตุเกส ชาวสเปน ชาวดัสซ์ และชาวอังกฤษ ได้มีการล่องเรือเพื่อค้าขาย และล่าอาณานิคม ข้ามมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก
ชาวยุโรปมาถึงเกาะออสเตรเลีย
และแล้วในปี ค.ศ. 1606 ชาวยุโรปพวกแรกที่ได้พิสูจน์ทางประวัติศาสตร์ว่าได้ล่องเรือมาถึงเกาะออสเตรเลีย คือชาวดัชซ์ ผู้ที่นำเรือคือ วิลเลี่ยม จานส์ Mr. Willem Jansz เดินทางโดยเรือ Duyfken พร้อมลูกเรือจำนวนหนึ่งได้มาถึงฝังตะวันตกของแหลม ยอกค์ Cape York Penisula ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐควีนแลนด์ในปัจจุบัน นับเป็นครั้งแรกที่ชาวยุโรปได้เหยียบลงบนพื้นดินเกาะออสเตรเลียและได้พบกับชาวอะบอร์ริจินซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองบนเกาะ แต่โชคร้ายได้เกิดการปะทะกันจนเป็นเหตุให้ลูกเรือชาวดัชซ์ถึงแก่ชีวิต อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ได้ทำให้ชาวยุโรปเริ่มรู้จักเกาะแห่งออสเตรเลียมากขึ้น
ในช่วง 100 ปีต่อมามีเรือของชาวยุโรปหลายๆกลุ่มได้แวะเวียนเข้ามาที่เกาะออสเตรเลีย แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดขึ้นมาสำรวจเกาะนี้อย่างเป็นทางการอย่างจริงจัง เช่น
ในปี 1616 ชาวดัชซ์ ชื่อ เดิร์ก ฮาร์ทอก Mr.Dirk Hartog ได้มาถึงด้านตะวันตกของเกาะ บริเวณ Shark Bay และได้ตอกโล่ติดไว้กับต้นไม้ ยืนยันการมาถึงแผ่นดินออสเตรเลีย
ในปี 1683 ชาวดัชซ์อีกคนชื่อ แจน คอนเตนส์ Jan Contensz ได้มาถึงอ่าว Carpentaria และได้พบชาวพื้นเมืองอะบอร์ริจินเป็นเหตุให้เกิดการะทะกันทำให้ลูกเรือชาวดัชซ์เสียชีวิตถึง 10 คน
ในปี 1642 อาเบล ทัสแมน Abel Tasman ชาวดัชซ์อีกคนได้รับคำสั่งให้ค้นหาแผ่นดินในซีกโลกใต้ สิ่งที่ อาเบลค้นพบ คือนิวซีแลนด์ หมู่เกาะฟิจิ และเกาะทัสมาเนีย และในปี 1644 เขาก็ได้ออกสำรวจอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้พบอะไรเพิ่มเติม
ในปี 1687 ,1699 วิลเลี่ยม แดมปิเยร์ William Dampien ชาวอังกฤษนักบุกเบิก นักผจญภัย ผู้เดินทางข้ามทะเล และเป็นหนึ่งในลูกเรือโจรสลัด
ในปี 1687 วิลเลี่ยม ได้เดินทางมาถึงเกาะออสเตรเลียในเรือโจรสลัดชื่อ Cygret โดยโดนพายุพัดรุนแรงจนต้องหลบมรสุมเลียบชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะออสเตรเลียและได้เข้ามาพักในอ่าวใหญ่เพื่อหลบลมและซ่อมแซมเรือเป็นเวลาถึง 2 เดือน ในระหว่างที่พักที่อ่าว เขาได้เขียนบันทึกเส้นทางการเดินเรืออย่างละเอียดและเมื่อเดินทางกลับมาถึงอังกฤษ เขาได้เกลี้ยกล่อมให้รัฐบาลอังกฤษให้อนุญาตเขากลับมาสำรวจที่เกาะออสเตรเลียอีก ในปี 1699 วิลเลี่ยม ก็ได้เดินทางสำรวจเกาะออสเตรเลียเป็นครั้งที่ 2 ต้องพบกับความล้มเหลวอีกครั้ง แต่เขาได้เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในฐานะที่เขาเป็นผู้พิมพ์งานเขียนเกี่ยวกับเกาะออสเตรเลียเป็นคนแรก
 |
 |
| Jame Cook |
Joseph banks |
ใน 100 ปีต่อมาในปี 1770 ชาวอังกฤษชื่อ เจมส์ คุก James Cook ได้เดินทางเข้ามาในมหาสมุทรแปซิฟิก ไปยังเกาะ ตาฮิติ Tahiti เพื่อค้นหาวงโคจรของดาวศุกร์พร้อมทั้งสืบหาดินแดนทางตอนใต้ไปด้วย ซึ่งก็คือเกาะออสเตรเลีย หลังจากเขาออกจากเกาะ Tahiti กัปตันคุก ได้แล่นเรือผ่านเข้าไปยังเกาะนิวซีแลนด์ และได้พบว่า เกาะนิวซีแลนด์ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่ยิ่งใหญ่ทางตอนใต้ที่เขาค้นหาอยู่ แต่เป็นเกาะใหญ่ 2 เกาะใกล้กัน(เกาะเหนือและเกาะใต้) กัปตัน คุก จึง ตัดสินใจกลับอังกฤษโดยล่องเรือเลียบชายฝังเกาะออสเตรเลียด้านตะวันออกเพื่อหลบลมด้วย กระแสลมทำให้เรือ เอ็นเดียเวอร์ (Endeavour) ของกัปตันคุก ได้ถูกพัดขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ และได้มาพักที่อ่าวใหญ่แห่งหนึ่ง (ปัจจุบันคือ Botany Bay)
ที่อ่าวนี้ เซอร์โจเซฟ แบงค์ Sir Joseph Bank ผู้ร่วมเดินทางมาด้วย ได้เก็บตัวอย่างพืชมากมายกลับไปด้วย และด้วยเหตุที่ตัวอย่างพืชที่เก็บได้มากมาย กัปตันคุกจึงได้ตั้งชื่ออ่าวใหญ่แห่งนี้ว่า Botany Bay ในขณะที่เรือของกัปตัน คุก จอดหลบลมที่อ่าวนี้ ชาวอะบอร์ริจินที่อาศัยอยู่ที่บริเวณอ่าวได้พยายามขับไล่เรือของกัปตันคุก จนมีการปะทะกันแต่ไม่รุนแรง ต่อมาเขาและลูกเรือได้ส่งขนมปัง เสื้อผ้า และของใช้ไปให้ชาวอะบอร์ริจิน การปะทะกันจึงได้ยุติลง หลังจากนั้นเรือของกัปตันคุก ก็ได้ล่องขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ และได้มาพักที่อ่าวอีกแห่งหนึ่ง (ปัจจุบันคือ Cook Town) และในที่สุดได้ล่องเรือขึ้นไปถึง Cape York กัปตัน Cook ได้ชักธงอังกฤษขึ้นและประกาสอ้างสิทธิ ตลอดแนวชายฝั่งตะวันออกของเกาะนี้เป็นดินแดนของอังกฤษ ในนามพระเจ้าจอร์จที่ 3 และได้ตั้งชื่อพื้นที่ชายฝั่งนี้ว่า New South Wales
การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวอังกฤษ
ในวันที่ 26 มกราคม ปี ค.ศ. 1788 การอพยพของชาวอังกฤษและไอร์แลนด์กลุ่มแรก ก็ได้เข้ามาถึงประเทศออสเตรเลียอย่างจริงจัง กองเรือชุดแรก ซึ่งเป็นขบวนเรือ 11 ลำ พร้อมผู้โดยสาร ประมาณ1,530 คน ส่วนใหญ่เป็นนักโทษ ที่รัฐบาลอังกฤษเนรเทศออกมา ซึ่งมี กัปตัน อาร์เธอร์ ฟิลลิป เป็นผู้คุมขบวนเรือมา ก็ได้มาถึงท่าเรือแจ็คสัน หลังจากเฉลิมฉลองตามด้วยการยิงสลุตแล้ว ก็ได้มีการชักธงในพระนามของพระเจ้า จอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษขึ้น ลูกเรือและผู้ร่วมทาง รวมทั้งสัตว์เลี้ยงต่างๆ อาทิ วัว ควาย แกะ แพะ ก็ยกขบวนขึ้นฝั่งกันที่นี่ ซึ่งก็คือนครซิดนีย์ในปัจจุบันนั่นเอง
 |
หลังจากการเข้ามาของชาวอังกฤษในปี ค.ศ. 1788 แล้ว ก็เริ่มมีผู้อพยบเข้ามาตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้อพยบส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวยุโรปอยู่ ต่อมาเริ่มมีชาวจีนและชาวอัฟกันเข้ามาบ้าง แต่ส่วนมากก็เข้ามาเพื่อขุดหาทองคำ โดยเฉพาะในปีค.ศ. 1851 ได้มีการค้นพบทองคำ ในรัฐนิวส์เซาท์เวลส์ และ วิคตอเรีย ต่อมาเมื่อไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่หวังไว้ เนื่องจากทองไม่ได้มีมากอย่างที่คาด จึงค่อยๆ พากันอพยบกลับเหลือแต่ชาวอังกฤษและชาวยุโรปซึ่งยังคงพยายามดิ้นรนต่อสู้กับความยากลำบากในดินแดนใหม่ต่อไป
การพัฒนาอาณานิคมแห่งนี้จึงได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา โดยเริ่มมีการวางผังเมือง ริเริ่มโครงการสาธารณูประโภค มีการกำหนดสกุลเงินขึ้นใช้เองภายในอาณานิคม ต่อมาก็ได้มีการก่อตั้งธนาคารแห่งแรกขึ้น ในปี ค.ศ. 1817 การสำรวจอาณานิคมได้ค่อยๆทำอย่างต่อเนื่องหลายปี ทั้งนี้เนื่องจากความกันดารของพื้นที่บวกกับความกว้างขวางของทะเลทรายในแผ่นดิน แต่อาณานิคมแห่งนี้ก็ได้พัฒนาอย่างมั่นคงมาเรื่อยๆตลอดระยะเวลา 100 กว่าปี
ในระหว่างปี ค.ศ. 1855-1890 ในอาณานิคมไ ด้มีการแยกการปกครองตนเองออกเป็น 6 รัฐ โดยแต่ละรัฐมีอำนาจการปกครองและระเบียบบริหารของตนเอง
ประเทศใหม่
ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1901 พระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษได้มีพระราชโองการยกระดับอาณานิคมออสเตรเลียขึ้นเป็นประเทศใหม่ในโลก ซึ่งออสเตรเลียจึงเป็นประเทศในเครือจักรภพที่ปกครองตนเองตั้งแต่นั้นมา ผู้สำเร็จราชการคนแรกคือ ลอร์ด โฮปทูน
ในช่วงปีค.ศ. 1901 ถึง 1927 นครรัฐเมลเบิร์น เป็นเมืองหลวงของประเทศ ต่อมาเมื่องกรุงแคนบอร์ราสร้างเสร็จ เมืองหลวงจึงย้ายมาอยู่ที่แคนเบอร์รา
ในช่วงศตวรรษที่ 19 ทั้งซิดนีย์และเมืองเมลเบิร์นต่างก็เครมว่าตนเองเหนือกว่า
สมควรจะได้รับการยอมรับให้เป็นเมืองหลวงของประเทศ โดยเฉพาะชาวเมลเบิร์นอ้างว่าเป็นบรรพบุรุษผู้บุกเบิกเป็นผู้แสวงโชค ไม่ใช่พวกนักโทษเหมือนบรรพบุรุษชาวซิดนีย์นอกจากนี้นครเมลเบิร์นยังเหนือกว่าในด้านการวางผังเมือง และระบบการคมนาคม แต่กระนั้นชาวซิดนีย์ก็ยังยืนยันในด้านการมีท่าเรือที่ดีกว่า รวมทั้งระบบขนส่งทางน้ำก็เหนือกว่า แต่ในที่สุดการถกเถียงได้ยุติลงด้วยมติของรัฐบาลว่าเมืองหลวงของประเทศ ควรตั้งอยู่ที่แคนเบอร์รา
ประเทศออสเตรเลียได้เข้าร่วมสงครามโลกทั้ง สอง ครั้ง โดยในสงครามโลกครั้งที่ 1ในปี ค.ศ. 1915 ออสเตรเลียสูญเสียทหารเป็นจำนวนมากที่คาบสมุทรกัลป์ลิโพลี
ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1914-1919 ออสเตรเลียได้ส่งทหารเข้าร่วมสงคราม จำนวนถึง 329,883 นาย ส่วนมากอยู่ในวัย 18-22 ปี
และได้เสียชีวิตในสงคราม 59,342 นาย บาดเจ็บและถูกรมด้วยแก๊ส อีก 166,818 นาย สูญสิ้นเงินตราอีกมหาศาล การเป็นพันธมิตรร่วมรบและได้พลีชีพไปเป็นจำนวนมากระหว่างทหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่คาบสมุทรกัลป์ลิโพลี ได้นำมาสู่ตำนานกองทัพแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่เรียกกันว่า แอนแซค ANZAC ซึ่งต่อมารัฐบาลออสเตรเลียได้สร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นอนุสรณ์ เรียก วอร์เมโมเรียล
ในปี ค.ศ. 1939-1945 สงครามโลกครั้งที่สอง ออสเตรเลียก็ได้ส่งทั้งทหารเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรตลอดช่วงสงคราม คาดว่าทั้งทหารและพลเรือนราวหนึ่งล้านคนได้เข้าร่วมในสงคราม สูญเสีบชีวิตทหารไปถึง 39,366 นาย บาดเจ็บอีกราว23,477 นาย
การอพยพเข้ามาของประชากรจากที่ต่างๆทั่วโลก
หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง สังคมภายในของประเทสออสเตรเลียถูกสั่นคลอนมาก ประชาชน ความบอบช้ำจากสงครามทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้หญิงต้องออกมาทำงานนอกบ้านเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว และช่วยกันพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศอย่างเร่งด่วนในขณะนั้น ทำให้รัฐบาลเริ่มโครงการอพยพเข้าประเทศขึ้นมาในช่วงยี่สิบปีหลังสงคราม โดยที่นโยบายในช่วงนั้นของรัฐบาล อนุญาตให้ประชากรที่อพยพเข้ามาต้องเป็นคนผิวขาว และครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้อพยพต้องเป็นชาวอังกฤษ ต่อมาระยะหลังก็เริ่มมีการผ่อนผันลงบ้าง แต่ยังเน้นว่าส่วนใหญ่คงต้องเป็นชาวผิวขาว ดังนั้นหลังปี ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา จึงมีผู้อพยพเข้ามาเป็นชาวยุโรปที่ไม่ใช่จากอังกฤษเข้ามามากขึ้น
จากการเปิดรับผู้อพยพจากที่ต่างๆ นี้เองทำให้สังคมออสเตรเลียเปลี่ยนไป จากสังคมวัฒนธรรมเดียว อนุรักษ์นิยม กลายเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย ขึ้นเรื่อยๆ
 |
ในช่วงปีค.ศ. 1970 ออสเตรเลียได้รับผู้อพยพชาวอินโดเชื้อสายจีน ประมาณ 90,000 คนเข้าประเทศ ในช่วงทศวรรษที่ 70 นี้เองที่รัฐบาลออสเตรเลียได้เริ่มมีนโยบายหลายวัฒนธรรมในประเทศเดียว Multiculturalism และนโยบายหลายเชื้อชาติในหนึ่งประเทศ Ethnic pluralism ทำให้มีการอพยพเข้ามาของชาวเอเชียจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงปี ค.ศ. 1990-2000 เป็นต้นมา มีผู้อพยพชาวจีน ชาวฟิลิปินส์ ชาวเวียดนาม ชาวเขมร หนีภัยอันเนื่องมาจากสงครามกลางเมืองอพยพเข้ามามากมาย นอกจากนี้ก็ยังมีชาวแอฟริกา ชาวโปแลนด์ เดินทางเข้ามา ในช่วงปี 1960-1970 ประชากรเชื้อสาย กรีก อิตาลี และ ยูโกสลาเวีย เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามามากที่สุด นับจากปี 1970 -1980 ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นชาวนิวซีแลนด์ ชาวตุรกรี และเลบานอน และนับเป็นครั้งแรกที่คนเชื้อสายยิวได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศนี้
ช่วงหลังปี ค.ศ. 1980 ผู้อพยพที่เข้ามา มีชาวเอเชีย ซึ่งก็คือ ชาวเวียดนาม ชาวฟิลิปินส์ นอกจากนี้ก็มีชาวโปแลนด์ ชาวแอฟริกาใต้
ในปีหลัง ค.ศ. 1990 ก็มีชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ และ ฮ่องกง รวมทั้ง ชาวเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก
หลังจากนั้นผู้อพยพจากทุกมุมโลกทั้งแบบถูกกฎหมายและลักลอบเข้ามา ได้ทยอยกันอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในออสเตรเลียมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี้
ชาวอะบอริจิ้น
 |
| ธงชาวอะบอริจิ้น |
 |
| ธงชาวเกาะทอร์เรส สเตรท |
เมื่อกล่าวถึงประเทศออสเตรเลียแล้ว เราควรมารู้จักกลุ่มชนที่เรียกว่า ชาวอะบอริจิ้นกันสักหน่อย ชาวอะบอริจิ้นคือกลุ่มชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บนเกาะออสเตรเลียมานานมากคาดว่าไม่ต่ำกว่า 38,000 - 50,000 ปี
โดยมีอารยะธรรมแบบดั้งเดิม มีอาชีพล่าสัตว์ จับปลา เพาะปลูก มีอาวุธ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอย เป็นอย่างง่ายๆไม่ซับซ้อน นอกจากมีชาวอะบอริจิ้นที่อยู่อย่างกระจัดกระจายทั่วแผ่นดินออสเตรเลียและเกาะทัสมาเนียแล้ว ยังมีชาวเกาะอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งถือเป็นชนดั้งเดิมของออสเตรเลียเช่นกันคือ กลุ่มชาวเกาะทอร์เรสสเตรท Torres Strait ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่เกาะ Torres Strait มักเดินทางด้วยเรือคะนู สืบเชื้อสายมาจากชาวปาปัว หมู่เกาะนิว กินี และใช้ภาษาปาปัวนิวกินี ปัจจุบันเรียกชนทั้งสองกลุ่มรวมกันว่า อินดิจิเนียส ออสเตรเลียน สำหรับภาษาของชาวอะบอริจิ้น แยกเป็นเผ่าต่างๆมากมาย ในช่วงศตวรรษที่ 18 คาดว่ามีภาษาแตกต่างกันถึง 350-750 ภาษา แต่ในศตวรรษที่ 21 นี้ คาดว่าภาษาพูดของชาวอะบอริจิ้นที่ยังคงใช้กันอยู่น่าจะลดน้อยลงไม่เกิน 200 ภาษา
ศิลปะชาวอะบอริจิ้น
หลังจากชาวยุโรปได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ชนเผ่าดั้งเดิมเหล่านี้ได้ค่อยๆ ถูกขับไล่ให้เข้าไปในแผ่นดินมากขึ้น
ในช่วงแรกที่ชาวยุโรปเดินทางเข้ามาในออสเตรเลีย ค.ศ. 1788 คาดว่าจำนวนของชาวอะบอริจิ้นมีอยู่ประมาณ 750,000 1,000,000 คน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 458,520 คน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ แม้ว่าประเทศออสเตรเลียจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่สังคมของชาวอะบอริจิ้นยังล้าหลังกว่าชาวออสเตรเลียทั่วไป ปัญหาสำคัญคือ การด้อยการศึกษา ความยากจน แอลกอฮอล์ ปัญหาการว่างงาน จากการสำรวจในปี 2001 พบว่าชาวอะบอริจิ้นมีอัตรา การว่างงานสูงถึง 20% ขณะที่อัตราว่างงานของชาวออสเตรเลียอื่นเพียง 6.7% ดังนั้น ความเป็นอยู่ของ ชาวอะบอริจิ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับยากจนอยู่
ประเทศออสเตรเลียในปัจจุบัน
 |
| ตราสัญลักษ์ประจำประเทศออสเตรลีย |
 |
| ธงชาติประเทศออสเตรเลีย |
- ชื่อเต็มคือ Commonwealth of Australia
- ออสเตรเลียมีพื้นที่ 7,692,030 ตารางกิโลเมตร
- จำนวนประชากร 20,264,082 (2549)
- เมืองที่มีประชากรมากที่สุด ซิดนีย์ ประมาณ 4,000,000 คน
- เมืองที่มีประชากรมากอันดับสอง เมลเบิร์น ประมาณ 3,000,000 คน
- จำนวนเกาะ 8,222 เกาะ
- แบ่งการปกครองออกเป็น 6 รัฐ กับอีก 2 มณฑล
- ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ
- เมืองหลวง แคนเบอร์รา
- วันชาติตรงกับวันที่ 26 มกราคม
- เพลงชาติ แอดวานซ์ออสเตรเลียแฟร์
- นายกรัฐมนตรี จอห์น ฮาวเวิร์ด (ปี พ.ศ. 2549)
- ผู้สำเร็จราชการ ไมเคิล เจฟฟรี (ปี พ.ศ. 2549)
- หน่วยเงินตรา ดอลล่าร์ออสเตรเลีย (A$)
- รหัสโทรศัพท์ (ของประเทศ) 61
- TLD สำหรับอินเตอร์เน็ต .au
- สัตว์ประจำชาติ(ไม่เป็นทางการ) จิงโจ้แดง และอีมู
รัฐต่างๆ ในประเทศออสเตรเลีย
มารู้จักทั้ง 6 รัฐและอีก 2 มณฑลของออสเตรเลียกันดีกว่า
ทั้ง 6 รัฐ ก็คือ New South Wales, Queensland, South Australia, Tasmania, Victoria และWestern Australia. ส่วน 2 ดินแดนก็คือ Northern Territory และ the Australian Capital Territory.
Australian Capital Territory
ออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี แคนเบอร์รา (Canberra) คำว่าแคนเบอร์รา เป็นภาษาอะบอริจินิสแปลว่า" ที่ชุมชน" คือเมืองหลวงของประเทศเป็นศูนย์กลางการปกครอง ลักษณะตัวเมืองทันสมัย เพราะมีการวางผังเมืองอย่างดีเยี่ยมเป็นที่ตั้งขององค์กรระดับชาติ แคนเบอร์ราป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารที่สวยงาม มีพิพิธภัณฑ์ และเป็นสถานที่ของสถานที่ศึกษาสำคัญอาทิ วิทยาลัยการทหารดันทรูน และหน่วยงานสถานทูตของประเทศต่างๆ รวมทั้งสถานทูตไทย
New South Wales (รัฐนิวเซาธ์เวลส์)
รัฐนิวเซาธ์เวลส์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ มีเมืองหลวงคือซิดนีย์(Sydney) รัฐนี้มีประชากรหนาแน่นมากที่สุด เป็นเมืองที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย รัฐนิวเซาธ์เวลส์ตั้งอยู่ในเขตที่มีภูมิอากาศแบบสบายๆ ในฤดูร้อนอากาศจะอบอุ่นค่อนข้างร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 18-26 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวจะไม่หนาวจัด อุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 7-18 องศาเซลเซียส รัฐนิวเซาธ์เวลส์ เป็นรัฐที่พัฒนาทางอุตสาหกรรมมากที่สุดในออสเตรเลีย ซิดนีย์เป็นเมืองที่คึกคัก มีสีสัน มีชีวิตชีวา สัญลักษณ์ของเมืองคือ โรงอุปรากร (Opera House) และสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ (Sydney Harbour Bridge) นอกจากซิดนีย์แล้วยังมีเมืองใกล้เคียงที่มีชื่อเสียงอีกเช่น นิวคาสเซิล (Newcastle) ,วูลลองกอง (Wollongong)
Northern Territory(มณฑลตอนเหนือ)
มณฑลตอนเหนือของประเทศออสเตรเลียมีเมือง ดาร์วิน (Darwin) เป็นเมืองหลวงมีอาณาเขตเท่ากับหนึ่งในห้าของทวีป ซึ่งสภาพพื้นที่ประกอบด้วยพื้นที่ส่วนที่เป็นหินไปจนถึงหน้าผาใหญ่ และมีเนินทรายขนาดใหญ่ตลอดจน ทะเลสาบขนาดลึกและใหญ่ แม่น้ำที่เชี่ยวกรากช่องแคบระหว่างเขาขนาดใหญ่ และหน้าผาสูงชัน เมืองดาร์วินเป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบสงบและอยู่ท่ามกลางศูนย์เทคโนโลยีสมัยใหม่ สภาพภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้นในฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 25 - 35 องศาเซลเซียส และ 19 - 30 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว นอกจากนี้ในเขตมณฑลเหนือยังอุดมไปด้วยธรรมชาติที่งดงามและ ความหลากหลายของวัฒนธรรม
Queensland (รัฐควีนสแลนด์ )
รัฐควีนสแลนด์ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นรัฐที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ซึ่งมีเมืองบริสเบนเป็นเมืองหลวง (Brisbane) และเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ อุณหภูมิในฤดูร้อนโดยเฉลี่ยประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส และในฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 9-20 เซลเซียส ซึ่งมีชายหาดที่เงียบสงบหรือที่รู้จักกันในนาม โกลด์โคสต์ (Gold Coast) ที่ขึ้นชื่อ หรือไม่ว่าจะเป็นเดอะเกรทเบริเออรีฟ (Great Barrier Reefs )ที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งในรัฐควีนสแลนด์ที่ประกอบไปด้วยปะการังนับพันตลอดแนวตั้งแต่ ตอนเหนือไปจนถึงทางตอนใต้ของเกรดสโตน เป็นแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ติดอันดับโลก มีป่าดงดิบและป่าชื้นเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์
South Australia (รัฐออสเตรเลียใต้)
เซาท์ออสเตรเลีย เมืองหลวงชื่อ แอดิเลด (Adelaide) เป็นรัฐทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย รัฐออสเตรเลียใต้เป็นรัฐที่จัดว่ามีสภาพภูมิอากาศที่มีความหลากหลายตั้งแต่ที่เป็นพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกจนถึงพื้นที่ทะเลทราย ซึ่งเป็นเมืองที่รู้จักกันในฐานะของเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรม ซึ่งอยู่ระหว่างซิดนีย์และเพิร์ธ อีกทั้งเต็มไปด้วยความงดงามทางธรรมชาติของป่าไม้ และชายหาดที่ไม่ห่างไกลจากใจกลางเมืองนัก นอกจากนี้ อะดิเลดยังมีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอุณหภูมิในฤดูร้อนเฉลี่ยประมาณ 16 -30 องศาเซลเซียส และ 7 - 15 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว
Tasmania(รัฐแทสมาเนีย)
รัฐแทสมาเนีย เป็นเกาะซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย แทสเมเนียเป็นรัฐที่เล็กที่สุด ล้อมรอบไปด้วยเกาะเล็กๆ จำนวนหนึ่ง ซึ่งมี เกาะ King และ Flinders ที่เป็นเกาะที่สำคัญ ซึ่งมีเมืองโฮบาร์ตเป็นเมืองหลวงของรัฐ ตั้งอยู่ห่างจากรัฐวิกตอเรียบนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 240 กิโลเมตร ทั้งยังเป็นเมืองที่ประกอบด้วย การผสมผสานของวัฒนธรรมและสถาปัตยากรรมมากมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสหราชอาณาจักรในยุคก่อน สภาพภูมิประเทศโดยส่วนใหญ่เป็นหุบเขาและที่ราบสูง ทิวทัศน์สวยงามยิ่ง จนได้รับการขนานนามว่าเป็น สวิตเซอร์แลนด์ ของออสเตรเลีย เป็นเมืองสงบ ดังนั้นกิจกรรมกลางแจ้งจึงเป็นที่นิยมกันอย่างมาก สภาพภูมิอากาศในรัฐแทสมาเนียเป็นแบบชายฝั่งทะเล โดยในฤดูร้อนมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 11 - 21 องศาเซลเซียส และ 4 - 11 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว
Western Australia(รัฐออสเตรเลียตะวันตก)
รัฐออสเตรเลียตะวันตกเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของประเทศออสเตรเลีย โดยมีการทำเหมืองแร่เป็นอุตสาหกรรมหลัก เมืองหลวงของรัฐออสเตรเลียตะวันตกคือเมืองเพิร์ธ(Perth) ซึ่งนับว่าเป็นเมืองหลวง ที่อยู่ใกล้กับประเทศเพื่อนบ้านทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป อุดมสมบูรณ์ ด้วยเหมืองแร่ และ แร่ทองคำ มีชายฝั่งยาวถึง 12,500 กิโลเมตร
อาชีพสำคัญของประชากรคือการทำประมง และทำเหมืองแร่ นองจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิต เพชร ได้มากเป็นอันดับสามของโลก เพิร์ทเป็นเมืองที่สะอาดสวยงามและอยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุดใช้เวลาเดินทางแค่ 6 ชั่วโมงครึ่ง มีเวลาต่างกับประเทศไทยเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นมีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน อุณหภูมิในฤดูร้อนเฉลี่ยประมาณ 17 - 29 องศาเซลเซียส และประมาณ 8 - 17 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว นอกจากนี้รัฐออสเตรเลียตะวันตกยังจัดเป็นรัฐที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก อีกทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นเมืองเพิร์ธยังเป็นเมืองที่เรียกได้ว่ามีมาตรฐานในการดำรงชีวิตสูงที่สุดเมืองหนึ่ง ในขณะที่มีค่าใช้จ่ายในการดำรงต่ำที่สุด
Victoria (รัฐวิคตอเรีย)
รัฐวิคตอเรียตั้งอยู่ทางใต้ของรัฐนิวเซาธ์เวลส์ เป็นรัฐที่เล็กเป็นอันดับสองของออสเตรเลีย มีนครหลวงเมลเบิร์นเป็นเมืองหลวงของรัฐ รัฐนี้ได้ชื่อว่า Garden State (รัฐสวน) เนื่องจากมีสวนสาธารณะมากกว่ารัฐอื่น ชื่อเสียงทางด้านศิลปวัฒนธรรม การเงิน และการคมนาคม อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในฤดูร้อนประมาณ 13-25 องศาเซลเซียส และฤดูหนาวอุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 5-13 องศาเซลเซียส
เมลเบิร์น (Melbourne): เป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสอง เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ที่รวบเอาความทันสมัย เข้ากับการใช้ชีวิตในแบบประเพณีนิยมเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน สไตล์การใช้ชีวิตในเมลเบิร์นยังสะท้อนให้เห็นถึง ความหลากหลายของวัฒนณธรรมและพลเมืองที่มีไมตรีจิต คุณจะได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของสถานที่ที่พิเศษสุดแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนอ่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งประกอบไปด้วยชายฝั่งทะเลที่สวยงามและสวนที่ร่มรื่นและเป็นเมืองที่นักศึกษาไทยไปศึกษามากเป็นอันดับสอง นอกจากนี้เมลเบิร์นยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิเช่น พิพิธภัณฑ์, สถานที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม, อาคารสถานที่ และระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพที่สามารถพาคุณเที่ยวชมเมืองได้รอบ
ภูมิประเทศของออสเตรเลีย
ออสเตรเลียมีลักษณะภูมิประเทศเป็นผืนดิน 99% พื้นน้ำ 1% โดยทั่วไปร้อยละ 65 ของผืนดินจะเป็นที่ราบสูง และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก พื้นที่สวนใหญ่เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้ง และทุรกันดาร และมีขนาดทะเลทรายรวมกันใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทะเลทรายสะฮาราในทวีปแอฟริกา ชาวออสเตรเลียเรียกดินแดนที่แห้งแล้งและทุรกันดารนี้ว่า เอาท์แบคประชากรออสเตรเลียส่วนใหญ่อาศัยในบริเวรชายฝั่งด้านตะวันออกหลังเทือกเขาที่เรียกว่า เกรตดีไวดิงแรนจ์ ซึ่งแบ่งแยกชายฝั่งตะวันออกกับเขตเอาท์แบค มีแม่น้ำสายสำคัญๆ อยู่ทางภูมิภาคตะวันออก ได้แก่ แม่น้ำดาร์ลิง แม่น้ำเมอร์เรย์
ส่วนตอนกลางของประเทศที่เรียกว่า เขต Central low land เป็นเขตแห้งแล้งที่สุดแม่น้ำลำธารต่างๆ อาจแห้งสนิทเป็นเวลาหลายปี
ออสเตรเลียมีวัตถุดิบธรรมชาติที่สำคัญหลายอย่าง อาทิเช่น ถ่านหิน หินแร่อลูมิเนียม เหล็ก ทองแดง แร่ยูเรเนียม โดยเฉพาะแร่ยูเรเนียม นี้ คาดว่า 40% ของยูเรเนียมทั่วโลกจะอยู่ที่ออสเตรเลีย และถ้าหากในอนาคต มีการหันมาใช้พลังงาน จากแร่ชนิดนี้กันมากออสเตรเลียอาจจะมีโอกาสเป็นประเทศที่ร่ำรวยประเทศหนึ่งในโลกก็เป็นได้ นอกจากนี้ออสเตรเลียก็ยังมี แหล่งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน รวมทั้งแร่ชนิดอื่นๆ อีก ผืนดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูกมีเพียง 6% ของทั้งประเทศ
ภูมิอากาศในออสเตรเลีย
ประเทศออสเตรเลียมีภูมิอากาศอยู่ด้วยกัน 4 ฤดูกาล
- ฤดูใบไม้ผลิ เดือนกันยายน- เดือนพฤศจิกายน

- ฤดูร้อน เดือนธันวาคม เดือนกุมภาพันธ์

- ฤดูใบไม้ร่วง เดือนมีนาคม เดือนพฤษภาคม

- ฤดูหนาว เดือนมิถุนายน เดือนสิงหาคม

ลักษณะโซนอากาศของออสเตรเลีย
ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ ภูมิอากาศในเขตต่างๆจึงมีความแตกต่างกันอย่างมาก ตอนบนของประเทศจะมีอากาศร้อนชื้น ตอนกลางของประเทศจะแห้งแล้ง และร้อน ส่วนตอนล่างของประเทศโดยเฉพาะทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงด้วยสีฟ้า จะมีอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะในฤดูหนาว
หมายเหตุ ข้อมูลปี พ.ศ. 2549